แสงลืน
รถข้ามผ่านทางลาดชันอย่างช้าๆ ฉันนั่งอยู่ในรถโดยสารหรือที่เราเรียกว่า “รถดาวทอง” ผู้โดยสารในรถต่างเสียงดังโหวกเหวก เด็กลีซอคนหนึ่งถึงกับร้องให้เพราะไม่คุ้นกับคนในรถ มันเป็นภาพเหตุการณ์ชินชาที่ฉันพบเห็น ทุกครั้งที่กลับบ้าน “เวียงแหง” คือจุดหมายปลายทางของทุกคนในรถ แต่การเดินทางไปเวียงแหงโดยรถโดยสารนั้นอาจจะทุลักทุเล เพราะรถต้องค่อย ๆ วิ่งอย่างช้า ๆ ขึ้นดอยด้วยเส้นทางที่ไกลจากตัวเมืองถึง168 กิโลเมตร แต่ใครจะรู้ว่าด้านหลังของภูเขาสูงนั้นกลับมีผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์มาตั้งรถรากอยู่ด้วยกันอย่างสงบเป็นเวลาช้านาน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่าสู่กันฟัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่าสู่กันฟัง แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555
ค่าปรับทางหลวง
โดยหนุ่มอิน
ในวันที่แดดร้อนเปรี้ยงปร้าง ผู้โดยสารเบียดเสียดจนไม่มีที่ให้นั่ง ฉันได้แต่ยืนอยู่ในรถบรรทุกโดยสารมองออกไปยังป้ายที่ชี้ระยะทาง160 กิโลเมตรจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปยังหมู่บ้านของฉัน ซึ่งตั้งอยู่ทางหลังเขาสูงติดชายแดนไทย – พม่า นี่อาจจะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉันต้องกลับบ้านอย่างกะทันหัน ในใจก็นึกตื่นเต้นและดีใจอยู่ที่จะได้กลับไปเจอหน้าคนในครอบครัว แต่อีกใจหนึ่งก็ยังหวั่นๆและลุ้นว่ากลับบ้านคราวนี้ฉันจะเสียค่าปรับให้กับเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบตามด่านตรวจเหมือนครั้งก่อนๆหรือไม่ เพราะหนังสือขออนุญาตเดินทางออกนอกพื้นที่ของฉันหมดอายุแล้ว ไม่วายฉันเองต้องนั่งรถไปและนั่งสวดมนต์ไปท่องคุณพระคุณเจ้าตามที่แม่เคยสอนไว้ให้คุ้มครองตัวเองอย่าให้โดนตำรวจจับ และอย่าให้เงินในกระเป๋าต้องลดจำนวนลงไปอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ เหตุเพราะเหลือเงินเพียงจำนวนน้อยนิด ซึ่งยังต้องนำเงินส่วนนี้ไปต่อชีวิตตัวเองอยู่อีกหลายวัน
ในวันที่แดดร้อนเปรี้ยงปร้าง ผู้โดยสารเบียดเสียดจนไม่มีที่ให้นั่ง ฉันได้แต่ยืนอยู่ในรถบรรทุกโดยสารมองออกไปยังป้ายที่ชี้ระยะทาง160 กิโลเมตรจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปยังหมู่บ้านของฉัน ซึ่งตั้งอยู่ทางหลังเขาสูงติดชายแดนไทย – พม่า นี่อาจจะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉันต้องกลับบ้านอย่างกะทันหัน ในใจก็นึกตื่นเต้นและดีใจอยู่ที่จะได้กลับไปเจอหน้าคนในครอบครัว แต่อีกใจหนึ่งก็ยังหวั่นๆและลุ้นว่ากลับบ้านคราวนี้ฉันจะเสียค่าปรับให้กับเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบตามด่านตรวจเหมือนครั้งก่อนๆหรือไม่ เพราะหนังสือขออนุญาตเดินทางออกนอกพื้นที่ของฉันหมดอายุแล้ว ไม่วายฉันเองต้องนั่งรถไปและนั่งสวดมนต์ไปท่องคุณพระคุณเจ้าตามที่แม่เคยสอนไว้ให้คุ้มครองตัวเองอย่าให้โดนตำรวจจับ และอย่าให้เงินในกระเป๋าต้องลดจำนวนลงไปอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ เหตุเพราะเหลือเงินเพียงจำนวนน้อยนิด ซึ่งยังต้องนำเงินส่วนนี้ไปต่อชีวิตตัวเองอยู่อีกหลายวัน
คนต่างด้าว ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว
โดย ลืนคำ
ตอนเด็กๆฉันชอบคิดว่าฉันโชคไม่ดีที่เกิดมาเป็นคนไทยใหญ่ ก็เพราะคนไทยใหญ่อย่างเราไม่มีแผ่นดินให้อยู่ ถึงแม้แผ่นดินในโลกนี้ออกจะกว้างใหญ่ แต่ถ้าเรากลับบ้าน เราก็ต้องถูกพวกคนพม่ารังแก และเป็นทาสคนพม่า หรือถ้าเราอยู่ในประเทศไทย เราก็ต้องยอมให้คนไทยเรียกเราว่าเป็นคนพม่าหรือคนต่างด้าวที่ฟังดูแล้วเหมือนมาจากอีกโลกหนึ่ง
ตอนเด็กๆฉันชอบคิดว่าฉันโชคไม่ดีที่เกิดมาเป็นคนไทยใหญ่ ก็เพราะคนไทยใหญ่อย่างเราไม่มีแผ่นดินให้อยู่ ถึงแม้แผ่นดินในโลกนี้ออกจะกว้างใหญ่ แต่ถ้าเรากลับบ้าน เราก็ต้องถูกพวกคนพม่ารังแก และเป็นทาสคนพม่า หรือถ้าเราอยู่ในประเทศไทย เราก็ต้องยอมให้คนไทยเรียกเราว่าเป็นคนพม่าหรือคนต่างด้าวที่ฟังดูแล้วเหมือนมาจากอีกโลกหนึ่ง
วิศวกรพลัดถิ่น
ผมรู้จักตูอ่อง(ชื่อสมมุติ) เพราะเขาทำงานในองค์กรแห่งหนึ่งในมาเลเซียเราเคยเจอกันหลายครั้ง ที่ผ่านมาผมได้แต่แกล้งพูดหยอกเขาบ่อยๆ ว่า “เฮลโล...ฮาวอายูสสสส...กู้ดบายส์ เทคแคร์สสส” แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้นั่งคุยกับเขาจริงๆ จังๆ และขอให้เขาเล่าเรื่องราวชีวิตให้ผมฟัง
วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555
เพื่อนพม่า...มิตรภาพหลังพายุนาร์กิส
โดย อาภัสสร สมบูรณ์วัฒนา
หลังจากพายุนาร์กิสพรากชีวิตผู้คนในลุ่มอิรวดีนับแสนไปจากโลกใบนี้ ท่ามกลางความโศกเศร้าและสิ้นหวังจากความสูญเสีย ยังมีคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่อยากหยิบยื่นน้ำใจให้กับเพื่อนในยามยากไร้ ซึ่งได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพระหว่างฉันกับเพื่อนหลายเชื้อชาติ ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างงดงามพร้อมกับความทรงจำดี ๆ มากมาย นับตั้งแต่วันแรกที่ฉันได้รับอีเมล์จากเพื่อนชาวพม่าที่มหาวิทยาลัยว่าจะมีการไปเล่นดนตรีเปิดหมวกที่ถนนคนเดินเพื่อระดมทุนช่วยเพื่อนผู้ประสบภัย ฉันตัดสินใจโดยไม่รั้งรอระดมพี่น้องเพื่อนฝูงไปร่วมขบวนด้วย วันนั้นฝนตกแต่พวกเราก็ยังยืนกันอยู่ท่ามกลางสายฝน ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเพียงไมถึงสามชั่วโมงจะได้เงินมากว่าสองหมื่นห้าพันบาททั้งจากชาวไทยและชาวต่างประเทศ
หลังจากพายุนาร์กิสพรากชีวิตผู้คนในลุ่มอิรวดีนับแสนไปจากโลกใบนี้ ท่ามกลางความโศกเศร้าและสิ้นหวังจากความสูญเสีย ยังมีคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่อยากหยิบยื่นน้ำใจให้กับเพื่อนในยามยากไร้ ซึ่งได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพระหว่างฉันกับเพื่อนหลายเชื้อชาติ ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างงดงามพร้อมกับความทรงจำดี ๆ มากมาย นับตั้งแต่วันแรกที่ฉันได้รับอีเมล์จากเพื่อนชาวพม่าที่มหาวิทยาลัยว่าจะมีการไปเล่นดนตรีเปิดหมวกที่ถนนคนเดินเพื่อระดมทุนช่วยเพื่อนผู้ประสบภัย ฉันตัดสินใจโดยไม่รั้งรอระดมพี่น้องเพื่อนฝูงไปร่วมขบวนด้วย วันนั้นฝนตกแต่พวกเราก็ยังยืนกันอยู่ท่ามกลางสายฝน ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเพียงไมถึงสามชั่วโมงจะได้เงินมากว่าสองหมื่นห้าพันบาททั้งจากชาวไทยและชาวต่างประเทศ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)